ประวัติโรตารีในประเทศไทย
การเติบโตของโรตารีในภาคพื้นแหลมทองและประเทศไทย

 

การเติบโตของโรตารีในภาคพื้นแหลมทองและประเทศไทย

พ.ศ.2474 (ค.ศ.1931)

ในภาคพื้นแหลมทองแถบนี้ มีสโมสรโรตารีอยู่ทั้งสิ้น 8 สโมสร รวมทั้งสโมสรโรตารีกรุงเทพด้วย โรตารีสากลจึงจัดให้สโมสรทั้งแปดแห่งได้เข้าอยู่ในภาคเดียวกัน คือ "ภาคโรตารี บี" ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพเป็นเพียง "ภาคโรตารีชั่วคราว" (Provisional District "B") อยู่ชั่วเวลาหนึ่ง

พ.ศ.2478 (ค.ศ.1935)

 

โรตารีสากลได้ผนวกเอาสโมสรโรตารีทั้งหมดที่มีอยู่ในอินโดจีน ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศฝรั่งเศส อันประกอบด้วย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม เข้าอยู่ใน "ภาคโรตารีบี" ด้วย ต่อมาโรตารีสากลได้เปลี่ยนชื่อเรียกของภาคที่เป็นตัวพยัญชนะ "บี" มาใช้หมายเลขแทนเป็น "ภาคโรตารี 80" อย่างสมบูรณ์ โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน (H.R.H. Prince Purachatra) องค์นายกก่อตั้งของสโมสรโรตารีกรุงเทพ ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการภาคโรตารี 80 บุคคลแรก เสด็จในกรมฯ ทรงรับตำแหน่งหน้าที่ผู้ว่าการภาคติดต่อกัน 2 สมัย คือ ปี 1935-36 และปี 1936-37 แต่พระองค์ได้สิ้นพระชนม์เสียก่อน ในวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2479 (ค.ศ.1936) หลังจากทรงรับตำแหน่งผู้ว่าการภาคสมัยที่สองได้เพียงสามเดือนเศษเท่านั้น


กรมพระกำแพงเพชร
อัครโยธิน

พ.ศ.2491 (ค.ศ.1948)

โรตารีสากลได้จัดลำดับหมายเลขของภาคโรตารีใหม่ "ภาคโรตารี 80" จึงได้เปลี่ยนเป็น "ภาคโรตารี 46"

พ.ศ.2498 (ค.ศ.1955)

อีกครั้งหนึ่งที่โรตารีและโรแทเรียนในประเทศไทย ต้องน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นตลอดไป อันเนื่องในโอกาสที่มีการฉลองวันครบรอบ 25 ปี ของการก่อตั้งสโมสรโรตารีกรุงเทพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเกียรติแก่โรตารี โดยรับเป็นองค์อุปถัมภ์ของโรตารีในประเทศไทย (ซึ่งหมายถึงสโมสรโรตารีทุกแห่งในประเทศไทยด้วย)

พ.ศ.2500 (ค.ศ.1957)

โรตารีสากลได้คาดการณ์ล่วงหน้าไว้อย่างแม่นยำ จากจำนวนสโมสรที่มีอยู่ทั้งหมดทั่วโลก 9,507 สโมสร สมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 449,758 คน และภาคโรตารีมีเพียงไม่กี่สิบภาคในปีนี้ ถึงกระนั้นโรตารีสากลก็ยังได้เตรียมการไว้เพื่อวันข้างหน้า ดังนั้น การจัดหมายเลขประจำภาคจึงต้องเปลี่ยนเป็นเลขหลักสามตัวไว้รองรับการขยายตัวในอนาคต "ภาคโรตารี 46" จึงถูกเปลี่ยนใหม่เป็น "ภาคโรตารี 330" ประกอบด้วยสโมสรโรตารีที่มีอยู่ใน 7 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ บรูไน กัมพูชา ลาว และเวียดนาม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2500 (ค.ศ.1957) เป็นต้นไป

พ.ศ.2501 (ค.ศ.1958)

ได้มีการก่อตั้งสโมสรโรตารีธนบุรี โดยมีพระยามไหสวรรย์เป็นนายกก่อตั้ง ซึ่งเป็นสโมสรแห่งที่สองในประเทศไทย และใช้ภาษาไทยดำเนินการประชุม

พ.ศ.2523 (ค.ศ.1980)

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2523 เป็นวันครบรอบ 50 ปีของโรตารีแห่งประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ได้เสด็จให้ชาวโรแทเรียนเข้าเฝ้าที่สวนอัมพร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2523 เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันสำคัญแห่งประวัติศาสตร์สโมสรโรตารี และหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้ร่วมกันให้ความอุปถัมภ์การประกวดการออกแบบดวงตราไปรษณียากร สำหรับโอกาสพิเศษครั้งยิ่งใหญ่นี้ และได้รับความร่วมมือจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย จัดพิมพ์แสตมป์ออกจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป

โรตารีสากลภาค 330 ในปีนี้มีสโมสรในประเทศต่างๆ เหลืออยู่เพียง 4 ประเทศเท่านั้น (สโมสรในประเทศกัมพูชา ลาวและเวียดนาม ได้สิ้นสภาพไปโดยความผันผวนทางการเมือง) และจำนวนสโมสรภายในภาคเพิ่มขึ้นใกล้จะถึง 90 สโมสร (โดยเฉพาะในประเทศไทยมีถึง 48 สโมสร) ที่ประชุมภาค 330 ครั้งที่ 45 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ระหว่าง 22-24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2523 (ค.ศ.1980) จึงมีมติให้แยก "ภาค 330" ออกเป็นสองภาค โดยสโมสรโรตารีในประเทศไทยมีภาคของตนเองต่างหาก คือ "ภาค 335 โรตารีสากล" ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2525 (ค.ศ.1982) เป็นต้นไป โดย อน.โรจน์วิทย์ เปเรร่า แห่งสโมสรโรตารีกรุงเทพใต้ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการภาคคนแรกของ "ภาค 335 โรตารีสากล" จำนวนสโมสรโรตารีในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นเป็น 69 สโมสร ในการร่วมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พ.ศ.2528 (ค.ศ.1985)

จำนวนสโมสรโรตารีในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวมเร็วเกินความสามารถของผู้ว่าการภาคจะสอดส่องดูแลได้อย่างทั่วถึง โรตารีสากลได้อนุมัติให้โรตารีในประเทศไทยแยกภาคออกเป็นสองภาค คือ "ภาค 335" และ "ภาค 336" เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2528 (ค.ศ.1985) โดยมีผลบังคับในวันที่ 1 กรกฎาคม ของปีนั้นเป็นต้นไป

พ.ศ.2535 (ค.ศ.1992)

ด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกันในการเปลี่ยนหมายเลขประจำภาคในปี พ.ศ.2500 และการแยกภาคในปี พ.ศ.2529 โรตารีสากลได้อนุมัติให้ภาค 335 และภาค 336 แบ่งสโมสรและแยกภาคเป็นสี่ภาคด้วยกัน คือ ภาค 3330, 3340, 3350 และ 3360 โดยมีผลบังคับตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2535 เป็นต้นมา

   
(ตัดตอนจากหนังสือ ณ ศูนย์ฯ ของเรา)